Categories
BLOG

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เตรียมเปิดตัว “สวนสนุกแฮร์รี่ พอตเตอร์” แห่งใหม่ใจกลางกรุงโตเกียว

วอร์เนอร์บราเธอร์สเปิดตัวสวนสนุกแฮร์รี่-พอตเตอร์

วอร์เนอร์บราเธอร์สเปิดตัวสวนสนุกแฮร์รี่-พอตเตอร์

วอร์เนอร์บราเธอร์สเปิดตัวสวนสนุกแฮร์รี่-พอตเตอร์

Warner Bros Studio Tours, Warner Bros Japan, Seibu Railway Co., Ltd, Itochu Corporation และ Fuyo General Lease Co., Ltd ได้ลงนามในข้อตกลงที่จะพัฒนาพื้นที่เดิมของสวนสนุกโทชิมะเอ็น ในเขตเนริมะ กรุงโตเกียว ที่จะมีกำหนดปิดตัวลงในเดือนสิงหาคม 2020 นี้ ให้กลายเป็นสวนสนุกในธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์แห่งใหม่ ซึ่งจะมีกำหนดการเปิดตัวภายในครึ่งปีแรก ของปี 2023

หากโครงการพัฒนาสวนสนุกแห่งนี้สร้างสำเร็จ Warner Bros Studio Tour Tokyo จะถือว่าเป็นสวนสนุกแฮร์รี่ พอตเตอร์แห่งที่สองของโลก หลังจากที่ Warner Bros Studio Tour London ได้สร้างความสำเร็จเอาไว้ก่อนหน้านี้

เนรมิตโลกเวทมนตร์แห่งใหม่ใจกลางกรุงโตเกียว

ในส่วนของ Indoor Attraction จะเป็นการนำพาผู้ชมเข้าไปสู่เบื้องหลังของโลกเวทมนตร์อันน่าตื่นตาตื่นใจ ความพิเศษของ Studio Tour Japan ในครั้งนี้ก็คือ ได้รับการออกแบบและสร้างโดยผู้สร้างภาพยนตร์ Harry Potter และ Fantastic Beasts 

ผู้เข้าชมจะได้พบกับเครื่องแต่งกายประจำบ้านต่างๆในแฮร์รี่ พอตเตอร์ รวมไปถึงอุปการณ์ประกอบฉากที่เคยใช้ในภาพยนตร์จริงๆ พร้อมนำเสนอเบื้องหลังว่าหนึ่งในหนังสือเด็กที่ขายดีตลอดกาลอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์นั้น ถูกทำให้กลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างไร

Studio Tour Japan ที่กำลังวางแผนสร้างในครั้งนี้มีพื้นที่ครอบคลุมมากถึง 30,000 ตารางเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาเดินชมถึงครึ่งวันเลยทีเดียว ภายในประกอบด้วยโซนเวทีแสงสีเสียงและสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์จำลองของแฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกทั้งในส่วนของโถงเข้าด้านหน้าก็ได้มีการวางแผนเพื่อปรับภูมิทัศน์ โดยจะมีการจัดวางรูปปั้นสัตว์วิเศษที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์อีกด้วย ซึ่งทาง Wanner Bros ได้บอกว่า ส่วนสนุกแห่งใหม่นี้จะแตกต่างจากโซนแฮร์รี่ พอตเตอร์ในยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์อย่างแน่นอน 

สำหรับการจำหน่ายบัตรนั้น เพื่อตอบสนองนโยบายการเว้นระยะห่าง (ที่ไม่รู้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่) ทาง Studio Tour Japan มีแผนที่จะปรับจำนวนการจำหน่ายบัตรเพื่อให้ผู้ชมและแฟนๆ ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

ผลการวิจัย ”เทคโนโลยีแก้ไขความชรา” ของญี่ปุ่น vs ของไทย “แก้ไขความชรา” เพื่อคน หรือเพื่อโลก?

ผลการวิจัยเทคโนแก้ความชราญี่ปุ่นvsไทยคนหรือโลก

ผลการวิจัยเทคโนแก้ความชราญี่ปุ่นvsไทยคนหรือโลก

ผลการวิจัยเทคโนแก้ความชราญี่ปุ่นvsไทยคนหรือโลก

ข่าวผลการวิจัยล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564 กลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโตเกียวประสบความสำเร็จในการทดลองในหนูทดลอง ในปรับปรุงการทำงานของร่างกายโดยการฆ่า “เซลล์ชรา” (老化細胞 senescence cell) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความเสื่อมของร่างกายตามอายุที่เพิ่มขึ้นและความเจ็บป่วย

งานวิจัยดังกล่าวซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มของศาสตราจารย์นากานิชิ มาโคโตะ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ของอเมริกา “Science”

“เซลล์ชรา” หมายถึง เซลล์ที่ไม่สามารถแบ่งเซลล์เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้น และเริ่มไม่สามารถทำงานตามปกติ ซึ่งทำให้สมรรถนะของร่างกายลดลงและนำมาซึ่งความเจ็บป่วย

กลุ่มวิจัยของศาสตราจารย์นากานิชิพบว่า “เซลล์ชรา” จะตายเมื่อโปรตีนที่เรียกว่า “GLS1” หยุดทำงาน และได้ทดลองให้ยาเพื่อหยุดการทำงานของโปรตีนดังกล่าวในหนูชรา

ผลการวิจัยเทคโนแก้ความชราญี่ปุ่นvsไทยคนหรือโลก

จากผลดังกล่าว เป็นที่ยืนยันได้ว่า “เซลล์ชรา” ของหนูทดลองจะตายหลังให้ยา และพบว่าอาการป่วยต่างๆ เช่นค่าน้ำตาลในเลือดผิดปกติและภาวะเส้นเลือดอุดตันนของหนูทดลองดีขึ้น

โดยทดสอบให้หนูทดลองโหนไม้พลอง ดูว่าจะโหนอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น

หนูวัยรุ่น ได้ประมาณ 200 วินาที
หนูชรา ได้แค่ประมาณ 30 วินาที
แต่หนูชรา พอให้ยาแล้ว ได้ถึงประมาณ 100 วินาที

ศาสตราจารย์นากานิชิกล่าวว่า “มีความเป็นไปได้ที่ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้นจะถูกขจัดให้หมดไป และสามารถยืดระยะเวลาที่มีสุขภาพดีออกไปได้อีก เนื่องจากยังมีสิ่งที่ไม่รู้เกี่ยวกับกลไกของความชราอยู่อีกมาก เราจึงต้องทำการศึกษาต่อไปและมุ่งเป้าไปที่การทดลองในมนุษย์”

ดูเหมือนประเด็นเรื่องการแก้ไขความชรานั้น เป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามวิจัย ที่จริงแล้วก่อนหน้าที่นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโตเกียวจะประกาศผลการวิจัยนี้ไม่นาน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา หน่วยงานของไทยเรา คือ สวทช. ก็มีการประกาศผลการวิจัยเรื่องยาแก้ไขความชรา (Rejuvenating Drug) เหมือนกัน ซึ่งยาดังกล่าวที่เรียกว่า REDGEMs วิจัยโดย ศ.ดร.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร (คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

สิ่งที่น่าสนใจคือ “ยาแก้ไขความชรา” ของไทยอยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ดูจะ “ตรงข้าม” กับของญี่ปุ่น คืออยู่บนพื้นฐานที่ว่า ความชราเกิดจากการลดลงของข้อต่อดีเอ็นเอในเซลล์ชรา ซึ่งทำให้รอยโรคของดีเอ็นเอเพิ่มขึ้น จึงคิดยาตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเข้าไป “เสริม” เพิ่มข้อต่อดีเอ็นเอในเซลล์ เพื่อให้เซลล์กลับมามีรูปร่างและทำงานได้เหมือนเซลล์ปกติ ผลที่ได้ในหนูทดลองคือเซลล์ที่ชราแล้วกลับมามีรูปร่างและการทำงานเหมือนเซลล์ปกติ  แผลไฟไหม้ในหนูทดลองหายเร็วขึ้น ไขมันลงพุงลดลง หนูชรามีความจำดีขึ้น และคล่องแคล่วว่องไวพอๆ กับหนูวัยรุ่น และแน่นอน ยาตัวนี้กำลังเตรียมการทำในทดลองในมนุษย์ด้วย โดยหวังผลที่จะผลิตออกมาในเชิงพานิชย์ พูดง่ายๆ คือทำออกมาขายเลยทีเดียว

เมื่อเราย้อนกลับมาถึงคิดถึงคำว่า “อายุวัฒนะ” “ไม่แก่ไม่ตาย” เราอาจนึกไปถึงเรื่องของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ว่าใช้คนออกไปหายาอายุวัฒนะ บ้างก็ว่าสวรรคตเพราะเสวยยาที่ผสมปรอทโดยคิดไปเองว่าปรอทเป็นโลหะที่ไหลได้แสดงว่าต้องมีฤทธิ์วิเศษ เราอาจจะมองว่าความไม่อยากแก่ไม่อยากตายเป็นเพียงตัณหาส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจวาสนาบางคนเท่านั้น ส่วนเราชาวบ้านธรรมดาก็ถูกศาสนาทั้งหลายสอนให้ยอมรับความแก่ ความเสื่อมถอยของร่างกาย แม้กระทั่งความตาย ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดา บางศาสนาให้ความหวังปลอบใจในรูปของชีวิตที่มีสุขในโลกหน้า ในสวรรค์ด้วยซ้ำ เหมือนรู้ดีว่าพูดยังไงคนมันก็กลัวตายอยู่ดี เพราะคนเรากลัวตายจึงคิดทำสิ่งต่างๆ เพื่อยืดเวลาที่ความแก่จะมาเยือน ทำตัวให้แข็งแรงนานที่สุดในขอบเขตที่ “ปัจเจกบุคคล” ทำให้แก่ตัวเองได้ โยคะ วิชาลมปราณ ฟิตเนส อาหารชีวจิต ฯลฯ เหล่านี้คือความพยายามที่ดิ้นรนชะลอความแก่ในขอบเขตของ “ปัจเจกบุคคล”

แต่การคิดค้นเทคโนโลยีแก้ไขความชราในยุคศตวรรตที่ 21 นี้ มันไม่ใช่เรื่องที่มาจากแค่ความไม่อยากแก่ไม่อยากตายในระดับปัจเจกบุคคล!!! เพราะการที่หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานวิจัย จะมาคิดวิจัยเรื่องนี้ มันคือของที่ต้องใช้เงิน ใช้เวลา ใช้แรงงานใช้สมองมาก ถึงจะมีเรื่องของการทำให้เป็นการค้าเพื่อหากำไร แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปในโลกยุคทุนนิยม สิ่งสำคัญคือแรงจูงใจ แรงผลักดันที่ว่า ทำไมต้องสนับสนุน ออกเงินทุนให้ทำวิจัยเรื่องนี้มากกว่า

ก็เพราะว่า มันไม่ใช่ปัญหาในระดับปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาในระดับประเทศชาติ หรืออาจจะเป็นปัญหาของโลกนะสิ!!!

ตั้งแต่โลกเราเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม โครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไปตามวิถีแห่งการผลิต วิถีเศรษฐกิจ ล้วนไม่เอื้อให้คนเราผลิตลูกกันเลย พูดง่ายๆ คือไม่อำนวยให้เกิดการผลิตประชากรใหม่ แรงงานใหม่ ผู้บริโภคใหม่ที่จะมาแทนที่แรงงานเดิม ผู้บริโภคเดิมที่จะล้มหายตายจากไป การเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีแต่พ่อกับแม่ หรือดีไม่ดีมีเหลือแต่พ่อหรือแม่ ทำให้ขาดคนช่วยเลี้ยงดูลูก การทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ต้องการแรงงานคนเท่ากับภาคเกษตร ทำให้การผลิตลูกมากๆ มาเป็นแรงงานในไร่นาหมดความหมาย และลูกมนุษย์ก็ไม่เหมือนลูกหมาลูกแมวที่ออกจากท้องแม่แล้วแทบจะเดินได้เลยสักนิด ลูกมนุษย์กว่าจะช่วยตัวเองได้ ทำมาหากินเองได้ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี และยิ่งนานวันต้นทุนการเลี้ยงดูลูกยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นๆ ในภาพรวมเราจึงผลิตประชากรใหม่ได้น้อยลงๆ และกลายเป็นว่าสังคมโลกเราก็มีแต่คนชรามากขึ้นๆ ซึ่งในแง่เศรษฐศาสตร์ประชากร คนชราก็คือคนที่ต้องเสียเงินเลี้ยงดูโดยที่ไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรได้ ฉะนั้นในสภาพเงื่อนไขอย่างนี้ “การทำคนที่สร้างผลผลิตไม่ได้และเป็นภาระ ให้กลายเป็นคนที่สร้างผลผลิตได้และไม่เป็นภาระ” (แข็งแรง ทำงานได้ ไม่มีโรค) มันอาจเป็นหนทางในการยับยั้งปัญหาในเชิงเศรษฐศาสตร์ประชากรก็ได้

แต่ถ้าเรามีเทคโนโลยีพวกนี้จริงๆ และโลกเราชาวโลกก็ไม่ต้องกลัวแก่ (โดยการกินยาหรือเข้ารับการบำบัดเพื่อหยุดความแก่) โลกเราจะเป็นยังไงหนอ? จะกลายเป็นโลกที่มนุษย์ถูกจับใส่รหัสเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต และต้องขวนขวายทำงานหา “เวลา” มาใส่ข้อมือเราเพื่อให้เรามีชีวิตและมี “เวลา” เอาไปซื้อของกินยาไส้หรือเอาไปเป็นค่ารถเมล์เหมือนในหนังเรื่อง INTIME ล่าเวลาสุดนรก หรือเปล่า? หรือเราจะมาถึงจุดที่เป็นสังคมที่ “ไม่ต้องการเด็ก” อีกต่อไปเหมือนในการ์ตูนเรื่อง GUNNM: last order ไหม? คิดแล้วน่าขนลุก แต่เมื่อคิดว่า “จริยธรรม” คือการตัดสินว่าอะไรดีเลวถูกผิดนั้น ล้วนมาจากเงื่อนไขทางสังคมในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ก็อาจเป็นเรื่องที่คนในยุคนั้น คงจะต้องทำใจและยอมรับกระมัง

ที่ผู้เขียนว่ามาคงยังไม่เกิดอย่างน้อยในชั่วอายุคนของเราหรอกครับ สุดท้ายนี้ขอฝากความปรารถนาดีแก่ท่านผู้อ่านว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ สวัสดีครับ  สล็อตเว็บตรง