Categories
BLOG

แนะนำ Joyful Train: HIGH RAIL 1375 รถไฟสายดวงดาวและท้องฟ้าที่ห่างแค่เอื้อม

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น JR Times by JR East ก็เป็นเว็บหนึ่งที่เหมาะกับการทำการบ้านเพื่อเตรียมทริปลุยญี่ปุ่นค่ะ โดย JR Times by JR East เป็นเว็บไซต์ที่รวมทุกบทความเกี่ยวกับรถไฟที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ รวมถึงบทความรีวิวรถไฟ Joyful Train ซีรี่ย์รถไฟที่มีรถไฟทั้งหมด 13 คันที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ยานพาหนะเท่านั้น แต่รถไฟแต่ละขบวนต่างมีธีมเฉพาะของตัวเองที่จะมาสร้างความสนุกเพลิดเพลินให้กับการเดินทาง

สำหรับบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จัก HIGH RAIL 1375 รถไฟ Joyful Train ธีมดวงดาวและท้องฟ้าของ JR East ผ่านการรีวิวจากคุณ Carissa Loh นักเขียนชาวสิงคโปร์ผู้ชื่นชอบการเดินทางด้วยรถไฟ และได้เดินทางด้วย Joyful Train มาแล้วทุกขบวน! สำหรับ HIGH RAIL 1375 นี้จะมีอะไรบ้าง ไปอ่านรีวิวกันเลยค่ะ

เอื้อมไปให้ถึงดาว กับ HIGH RAIL 1375

รถไฟ HIGH RAIL 1375 (Image credit: JR East / Carissa Loh)

รถไฟ HIGH RAIL 1375 เป็นรถไฟที่มีคอนเซ็ปต์คือ “รถไฟที่ใกล้ท้องฟ้าที่สุด” และเป็นรถไฟที่ผู้โดยสารสามารถเห็นวิวแนวเทือกเขายัตสึงะทาเกะของนางาโนะ ซึ่งเป็นวิวที่เห็นได้ตามทางรถไฟเส้น JR Koumi (小海線) โดยทางรถไฟสายนี้เป็นทางรถไฟที่มีหนึ่งในสถานีรถไฟที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ รถไฟ HIGH RAIL 1375 ยังเป็นรถไฟที่วิ่งไปตามทางรถไฟที่สูง 1,375 เมตร ซึ่งนับว่าที่สูงสุดในบรรดาทางรถไฟทั้งหลายของ JR จึงเป็นที่มาของชื่อ HIGH RAIL 1375 นั่นเอง!

ถึงจะเป็นรถไฟที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก แต่ตัวฉันเองก็สนุกกับการนั่งรถไฟขบวนนี้มากจนยกให้เป็น Joyful Train ขบวนโปรดของฉันเลย นอกจากนี้ จังหวัดนางาโนะที่เต็มไปด้วยภูเขาใหญ่และจุดชมธรรมชาติสวยงามเองก็เป็นจังหวัดที่ฉันชอบที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งฉันมักจะมาที่จังหวัดนี้เพื่อทำกิจกรรมเดินป่า ในทริปเที่ยวญี่ปุ่นที่ผ่านมา ฉันพยายามจัดตารางเพื่อให้มีเวลานั่ง HIGH RAIL 1375 ได้ จนถึงตอนนี้ฉันได้นั่ง HIGH RAIL 1375 มาแล้วสี่ครั้ง ครั้งแรกในช่วงเช้า อีกครั้งในตอนกลางวัน และสองครั้งในช่วงกลางคืน โดยการนั่งรถไฟในแต่ละช่วงเวลาต่างมีความสนุกที่ต่างกันออกไป!

high rail 1375 planetarium
เพดานโดมท้องฟ้าจำลองบน HIGH RAIL 1375. (Image credit: JR East / Carissa Loh)

ภายในตู้รถไฟมีที่นั่งสีน้ำเงินเข้มที่เต็มไปด้วยลวดลายกลุ่มดาว พร้อมผ้ารองศีรษะสีเหลืองที่ตัดกัน โดยส่วนมากในหนึ่งวันจะมีรถวิ่งสามเที่ยว ได้แก่เที่ยวตอนเช้า บ่าย และกลางคืน ถ้าคุณมีเวลา ฉันขอแนะนำให้ลองนั่งเที่ยวกลางวันหนึ่งครั้งและเที่ยวกลางคืนหนึ่งครั้ง

high rail 1375 seats
นั่งแบบคู่ที่หันเข้าหาหน้าต่าง (ซ้าย) ที่นั่งแบบเดี่ยวที่หันเข้าหาหน้าต่าง (กลาง) ดีไซน์ผ้าคลุมเบาะ (ขวา) (Image credit: JR East / Carissa Loh)

Nobeyama: สถานีรถไฟ JR ที่ตั้งอยู่สูงที่สุด

nobeyama station
การแวะพักสั้นๆ ที่สถานี JR Nobeyama (Image credit: JR East / Carissa Loh)

ในรถไฟเที่ยวกลางวัน รถไฟจะแวะจอดเป็นเวลาประมาณ 10 นาทีที่สถานี Nobeyama ให้คุณได้ลงไปถ่ายรูปที่สถานีรถไฟที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่น โดยจุดที่สูงที่สุดของทางรถไฟ JR (JR鉄道最高地点) นั้นตั้งอยู่ระหว่างสถานี Nobeyama และ Kiyosato (清里駅) ซึ่งอยู่ที่ความสูง 1,375 เมตร ที่นั่นมีเสาหลักที่แสดงถึงจุดที่สูงที่สุดของทางรถไฟ JR และขณะที่รถไฟวิ่งเข้ามาใกล้ รถไฟจะวิ่งชลอลงให้คุณถ่ายรูปได้

อีเว้นท์พิเศษบนรถไฟเที่ยวกลางคืน “Hoshizora”

high rail planetarium night
ตั๋วรอบโชว์ท้องฟ้าจำลอง (ซ้าย) และโชว์ในห้องท้องฟ้าจำลอง (ขวา) (Image credit: JR East / Carissa Loh)

ถ้าคุณได้ขึ้นรถไฟเที่ยวกลางคืน อย่าลืมไปจับจองตั๋วเข้าชมท้องฟ้าจำลองที่ทางเข้ากันนะคะ! โชว์ท้องฟ้าจำลองสั้นๆ 6 นาทีนี้เป็นกิจกรรมพิเศษเฉพาะรถไฟเที่ยวกลางคืนเท่านั้น ซึ่งจะจัดในห้องบนขบวนรถด้วยการฉายภาพขึ้นไปบนเพดานทรงโดม โดยมีไกด์คนท้องถิ่นเป็นผู้บรรยายให้เราฟัง

nobeyama night
สถานีรถไฟ Nobeyama ในตอนกลางคืน (ซ้าย) และถนนมืดๆ รอบสถานี (ขวา) (Image credit: JR East (left), JR East / Carissa Loh (right))

อีกกิจกรรมที่มีเฉพาะรถไฟเที่ยวกลางคืนเท่านั้นคือการแวะที่สถานี Nobeyama  (野辺山駅) เป็นเวลา 50 นาที ซึ่งสถานีแห่งนี้นับเป็นสถานีที่ตั้งอยู่สูงสุดในบรรดาสถานีรถไฟของ JR พื้นที่โนเบะยามะเป็นสถานที่ที่นักดาราศาสตร์ยกให้เป็นหนึ่งใน 3 อันดับจุดชมดาวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นที่เห็นดาวได้สวยที่สุด ที่นี่จะมีไกด์คนท้องถิ่นมาพาคุณไปทัวร์ดูดาวฟรีๆ

 

แต่ความสนุกของ HIGH RAIL 1375 ไม่ได้มีแค่นี้!

เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรีวิวเท่านั้น อ่านรีวิวแบบจัดเต็มจากคุณ Carissa Loh ที่จะพาคุณสัมผัสความสนุกอีกมากมายที่ HIGH RAIL 1375 เตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าจำลอง กิจกรรมชมดาว สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าแวะระหว่างทาง อาหาร Brunch Meal สุดอร่อย รวมถึงทุกอย่างที่คุณต้องรู้เพื่อจัดทริปที่มี HIGH RAIL 1375 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสีสันแห่งการเดินทาง! คลิกอ่านเอื้อมไปให้ถึงดาว กับ HIGH RAIL 1375จากเว็บ JR TIMES by JR-EAST รีวิวโดยคุณ Carissa Loh หรือคลิกที่ภาพด้านล่างแล้วไปสนุกกันต่อได้เลย  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

high rail 1375 banner

ขอขอบคุณรูปปกและเนื้อหาจาก JR TIMES, JR-EAST

Categories
BLOG

ชมวิวหลักล้านจากใจกลางทะเลกับ 7 สะพานเชื่อมเกาะที่วิวสวยที่สุดในโอกินาว่า

ถ้าพูดถึงการไปเที่ยวทะเลทั่วไปแล้วละก็ เรามักจะนึกถึงการนั่งชิลที่คาเฟ่ริมทะเล, การเดินเล่นถ่ายรูปสวยๆที่ชายหาด, หรือการเล่นน้ำทะเล แต่วันนี้ เราจะพาเพื่อนๆ มาชมวิวทะเลอีกแบบที่แปลกใหม่หาไม่ได้ในเมืองไทยกัน นั่นคือวิวสะพานข้ามทะเลของโอกินาว่านั่นเอง!

บอกไว้ก่อนเลยว่าสะพานเชื่อมเกาะของโอกินาว่านั้นไม่ธรรมดานะจ๊ะ นอกจากขนาดที่อลังการ เป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลแล้ว ยังเป็นองค์ประกอบชั้นเยี่ยมที่เข้ากันได้ดีกับวิวทะเลและท้องฟ้า ช่วยให้ภาพถ่ายวิวทะเลของเรามีเสน่ห์ไปอีกแบบ นอกจากนี้การขับรถบนสะพานข้ามทะเลก็ถือเป็นอีกกิจกรรมไฮไลท์ของการเที่ยวโอกินาว่าที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว!

เพื่อนๆ ลองจินตนาการภาพทิวทัศน์ที่จะได้เห็นขณะที่เรากำลังข้ามสะพานที่เชื่อมกันระหว่างเกาะในโอกินาว่าดูสิคะ ทะเลสีเขียวมรกต ท้องฟ้าสีคราม ลมเย็นสดชื่นจากธรรมชาติที่รายล้อมรอบตัวเรา แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ? ในบทความนี้ เราจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ 7 สะพานที่มีวิวทะเลสวยอันดับต้นๆ ในโอกินาว่ากัน! โดยในบทความนี้เราจะไปดูสะพานบริเวณเกาะหลักโอกินาว่า 3 ที่ หมู่เกาะมิยาโกะ 3 ที่ และหมู่เกาะยาเอยามะ 1 ที่กันค่ะ

สะพานข้ามทะเลบริเวณเกาะหลักโอกินาว่า (沖縄本島)

1.สะพานวารุมิโอฮาชิ (เมืองนาโกะ)

สะพานวารุมิโอฮาชิ (ワルミ大橋) เปิดให้ใช้งานครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค. 2010 เป็นสะพานที่มีความยาว 315 เมตร เชื่อมต่อกันระหว่างเกาะยางาจิ (屋我地島) และเมืองนาคิจินบนเกาะหลักโอกินาว่า สะพานวารุมิโอฮาชิถือเป็นเส้นทางยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเป็นสะพานข้ามทะเลแห่งแรกที่ต้องผ่านก่อนจะไปที่สะพานโคริโอฮาชิที่เชื่อมไปยังเกาะโคริ (古宇利島) สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมนั่นเอง

สะพานวารุมิโอฮาชิเป็นสะพานที่สูงเหนือผิวน้ำ 40 เมตร จากบนนั้น เราจะได้เห็นวิวมุมสูงของป่าบนเกาะที่ตัดกับสีฟ้าของทะเลที่ชวนให้รู้สึกสดชื่น นอกจากนี้ ที่เชิงสะพานฝั่งเมืองนาคิจินยังมีสถานที่ที่ชื่อว่า “ฮาชิ โนะ เอคิ ริกะ ริกะ วารุมิ” (橋の駅リカリカワルミ) แหล่งรวบรวมสินค้าและร้านอาหารมากมาย โดยที่นี่มีพื้นที่ให้คุณได้นั่งรับประทานอาหารบนระเบียงพร้อมชมความงดงามของช่องแคบทะเลวารุมิไปพร้อม ๆ กันได้อีกด้วย

 

2.สะพานโคริโอฮาชิ (เมืองนาคิจิน)

สะพานโคริโอฮาชิ (古宇利大橋) เป็นสะพานที่ถูกสร้างเป็นเส้นตรงตัดผ่านท้องทะเลสีเขียวมรกตทางตอนเหนือของเกาะหลักโอกินาว่า สะพานโคริโอฮาชิเปิดบริการตั้งแต่ 2005 มีความยาวทั้งหมด 1,960 เมตร และจัดเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในเกาะหลักโอกินาว่า เพื่อนๆ สามารถข้ามสะพานโคริโอฮาชิได้โดยขับรถข้ามสะพานวารุมิโอฮาชิจากเมืองนาคิจินมาที่เกาะยางาจิก่อนแล้วจึงข้ามจากเกาะยางาจิมาที่สะพานโคริโอฮาชิ ซึ่งสะพานจะพาเราข้ามทะเลมายังเกาะโคริที่มีชื่อเสียงในฐานะ “เกาะแห่งความรัก” ที่โรแมนติกตั้งแต่บรรยากาศการขับรถข้ามทะเลบนสะพานโคริโอฮาชิแล้ว

และถ้าเพื่อนๆ อยากลงไปชมบรรยากาศทะเลสวยของเกาะโคริใกล้ๆ ล่ะก็ ที่ปลายสะพานจะมีชายหาดโคริให้เพื่อนๆ ได้ลงไปเล่นน้ำทะเลและชมวิวสวยของสะพานข้ามทะเลจากอีกมุมได้ด้วย

kouri bridge from kouri beach

3.สะพานนิไร-สะพานคาไน (เมืองนันโจ)

niraikanai bridge 1

สะพานนิไร ( ニライ橋) และสะพานคาไน (カナイ橋) เป็น 2 สะพานที่ถูกสร้างให้เชื่อมต่อกันโดยมีความยาวรวม 660 เมตร แต่มักถูกเรียกรวมกันว่า “นิไรคาไนบาชิ” (ニライカナイ橋) โดยคำว่า นิไรคาไน เป็นชื่อเรียกดินแดนเทพเจ้าที่อยู่โพ้นทะเลตามความเชื่อของโอกินาว่า ซึ่งสะพานนิไรคาไนบาชิแห่งนี้ก็ให้วิวที่สวยสมชื่อจริงๆ โดยมีจุดไฮไลท์ที่สะพานจะโค้งเป็นตัว U ขนาดใหญ่ และจุดนี้เองที่เราจะได้เห็นวิวมุมสูงของทะเลและเส้นขอบฟ้าที่กว้างไกลไร้ขีดจำกัด จนรู้สึกว่าที่ไหนสักแห่ง ณ เส้นขอบฟ้านั้นมีดินแดนนิไรคาไนของเทพเจ้าอยู่

สำหรับที่ตั้งของสะพานนั้นอยู่ที่เมืองนันโจ (南城市) ณ บริเวณใต้สุดของเกาะหลักโอกินาว่าซึ่งห่างจากสนามบินนาฮะราว 40 นาที แต่รับรองว่าคุ้มค่าแก่การมาเยือนแน่นอน!

niraikanai bridge 2

บริเวณหมู่เกาะมิยาโกะ (宮古諸島)

1.สะพานคุริมะโอฮาชิ (เกาะคุริมะ-เกาะมิยาโกะ)

Kurima Bridge

สะพานคุริมะโอฮาชิ (来間大橋) เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างเกาะคุริมะกับเกาะมิยาโกะ มีความยาว 1,690 เมตร สะพานแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขับรถเที่ยวยอดนิยมของหมู่เกาะมิยาโกะ โดยนอกจากจะได้ชมวิวสวยงามของทะเลมิยาโกะแล้ว เมื่อข้ามสะพานไปถึงเกาะคุริมะจะมีจุดชมวิวริวกูโจ (竜宮城展望台) ให้เราได้ชมวิวสวยงามของเกาะมิยาโกะได้ด้วย!

2.สะพานอิเคะมะโอฮาชิ (เกาะมิยาโกะจิมะ)

ikema ohashi

สะพานอิเคะมะโอฮาชิ (池間大橋) มีระยะทางยาว 1,425 เมตร และเป็นอีกสะพานที่ให้เราสามารถชมความสวยงามของทะเลหมู่เกาะมิยาโกะได้ เมื่อขับรถข้ามจากเกาะมิยาโกะไปถึงเกาะอิเคมะ ที่เชิงสะพานจะมีร้านขายของอยู่ซึ่งเราสามารถขึ้นชั้นดาดฟ้าของร้านเพื่อชมวิวพาโนรามาของสะพานอิเคมะได้ จากบนนั้นเราจะได้เห็นวิวของสะพานอิเคะมะโอฮาชิในมุมกว้างแบบพาโนรามา อีกทั้งยังมองเห็นวิวของเกาะอิราบุ (伊良部島) ที่อยู่ฝั่งขวามือ และวิวของเกาะโองะมิ (大神島) ได้ทางซ้ายมืออีกด้วย

3.สะพานอิราบุโอฮาชิ (เกาะมิยาโกะ-เกาะอิราบุ)

Irabu Ohashi 1

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือสะพานอิราบุโอฮาชิ (伊良部大橋) ที่เปิดให้ใช้งานครั้งแรกเมื่อปี 2015 เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างเกาะอิราบุกับเกาะมิยาโกะ มีความยาวทั้งหมด 3.5 กิโลเมตร ถือเป็นสะพานข้ามฟากแบบไม่มีค่าใช้จ่ายที่ยาวที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ แต่ความเป็น “ที่สุด” ของสะพานอิราบุโอฮาชิยังไม่หมดเท่านี้! เพราะสะพานแห่งนี้ได้ถูกขนานนามว่าเป็น “สะพานที่ก่อสร้างยากที่สุดในญี่ปุ่น”

 

จุดเริ่มต้นของการสร้างสะพานอิราบุโอฮาชินั้นมาจากความเป็นอยู่บนเกาะอิราบุจิมะในอดีตที่เป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ด้วยความที่เป็นเกาะย่อยของหมู่เกาะมิยาโกะที่เป็นเกาะย่อยอีกที โดยขณะนั้นมีบริการเรือข้ามฟากระหว่างเกาะอิราบุและเกาะมิยาโกะเพียง 1 เที่ยวต่อวันเท่านั้น และยิ่งในวันที่อากาศแปรปรวน เรือจะหยุดให้บริการและชาวบ้านบนเกาะจะไม่สามารถข้ามฟากมาโรงเรียนและโรงพยาบาลบนเกาะมิยาโกะได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงความเป็นอยู่บนเกาะอิราบุที่สาธารณูปโภคอย่างน้ำประปาและอื่นๆ จากเกาะมิยาโกะไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้คุณภาพชีวิตบนเกาะยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร จึงเป็นที่มาของการสร้างสะพานอิราบุเพื่อกระจายความเจริญจากเกาะมิยาโกะให้เข้าถึงเกาะอิราบุได้ยิ่งขึ้น

ถึงอย่างนั้น การสร้างสะพานอิราบุโอฮาชินั้นไม่ได้ง่ายเลย โดยกว่าจะได้รับการอนุมัติให้สร้างสะพานอย่างเป็นทางการก็ใช้เวลา 26 ปีหลังจากที่เริ่มยื่นเรื่องไป ทำให้การสร้างสะพานอิราบุเริ่มต้นในปี 2000 นอกจากนี้ ในการสร้างยังมีปัญหาอื่นๆ รออยู่ เช่นปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่พื้นที่แถบนี้มีพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่เข้าบ่อยครั้ง ทำให้ระหว่างฤดูกาลของไต้ฝุ่นจะไม่สามารถใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่ในการก่อสร้างได้ รวมถึงปัญหางบประมาณบานปลายและอื่นๆ

งบสร้างสะพานอิราบุโอฮาชิถูกตัดค่าใช้จ่ายออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้สะพานอิราบุโอฮาชิไม่มี 3 สิ่งที่สะพานข้ามฟากทั่วไปมี ได้แก่

1. ไม่มีรั้วกั้นระหว่างถนนกับริมฟุตบาท
2. ไม่มีไฟริมถนน
3. ไม่มีหัวน็อตตัวเมียที่ใช้ล็อกกับสกรู แต่เปลี่ยนเป็นการเชื่อมโลหะแทนเพื่อให้สะพานยังคงความแข็งแรงเอาไว้

เวลาผ่านไปราว 40 ปี ความฝันของชาวเกาะอิราบุก็เป็นจริงด้วยสะพานที่ใช้งบการสร้างทั้งหมดราว 40,000 ล้านเยน และทำให้เกาะอิราบุจิมะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในญี่ปุ่นไปด้วย

บริเวณหมู่เกาะยาเอยามะ (八重山諸島)

1.สะพานนิชิซังบะชิ (เกาะทาเคโทมิจิมะ)

nishisanbashi

สะพานนิชิซังบะชิ (西桟橋) อาจจะต่างจากสะพานอื่นที่เราดูกันในบทความนี้เล็กน้อย เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นสะพานข้ามทะเล แต่เป็นอดีตสะพานปลานั่นเอง อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่วิวทะเลสะพานนิชิซังบะชิสวยขึ้นชื่อไม่แพ้กัน เราเลยขอแถมไว้ในบทความนี้นะคะ

สำหรับสะพานนิชิซังบะชินั้นอยู่ทางทิศตะวันตกจากศูนย์ท่องเที่ยวทาเคโทมิคังโคเซ็นเตอร์ (竹富島観光センター) ว่ากันว่าในอดีต เกาะทาเคโทมิจิมะเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะแก่การปลูกข้าว จึงมีการสร้างพื้นที่ทำนาในอีกฟากหนึ่งของทะเลที่เกาะอิริโอะโมะเตะ (西表島) ชาวเกาะทาเคโทมิจิมะจึงต้องนั่งเรือจากสะพานปลานิชิซังบะชิเพื่อออกไปทำนา โดยมีการใช้งานจริงจนถึงปี 1972

ที่สะพานนิชิซังบะชินี้ เราจะได้พบกับวิวทะเลใสสะอาดสีเขียวมรกตและเส้นขอบฟ้าที่กว้างสุดสายตา พร้อมอากาศบริสุทธิ์ที่สดชื่นปอดแบบสุดๆ อีกทั้ง เมื่อเราเดินไปจนสุดปลายสะพานแล้วหันกลับมามองเกาะ เราจะได้เห็นวิวเกาะสวยงามที่ช่วยชโลมจิตใจให้ได้ผ่อนคลายไปในวันหยุดแน่นอน!

nishisanbashi view
พอเดินไปสุดนิชิซันบาชิเราก็จะได้เห็นวิวแบบนี้!

และทั้งหมดนี้คือ 7 สะพานวิวทะเลที่สวยที่สุดในจังหวัดโอกินาว่าค่ะ บอกได้เลยว่าแต่ละที่นั้นมีวิวสวยขั้นเทพจนทำให้รู้สึกว่าสะพานเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ทางผ่าน แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเลยทีเดียว มาถึงตรงนี้มีใครคิดถึงทะเลกันแล้วบ้างเอ่ย? ถ้าใช่ เพิ่มสะพานเหล่านี้ไปในที่หมายของทริปโอกินาว่าได้เลย อ้อ ตรงนี้ขอสปอยล์ไว้ก่อนเลยว่าถ้าได้มาชมวิวทะเลจากสะพานเหล่านี้แล้ว เพื่อนๆ จะอยากกลับมาชมวิวที่นี่อีกเรื่อยๆ แน่นอน!    สล็อตเว็บตรง

Irabu Ohashi 3

Categories
BLOG

ท่องโลกแห่งสีสันในญี่ปุ่นกับ 12 ดอกไม้แห่งฤดูใบไม้ผลิที่ห้ามพลาด!

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น JR Times by JR East ก็เป็นเว็บหนึ่งที่เหมาะกับการทำการบ้านเพื่อเตรียมทริปลุยญี่ปุ่นค่ะ โดย JR Times by JR East เป็นเว็บไซต์ที่รวมทุกบทความเกี่ยวกับรถไฟที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ ซึ่งรวมถึงบทความรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ ห้ามพลาดที่สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟ JR East อีกมากมาย!

ในบทความนี้ เราจะพาเพื่อนๆ ไปสนุกกับสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิไปพร้อมๆ กับคุณ Carissa Loh นักเขียนชาวสิงคโปร์ผู้หลงรักญี่ปุ่นและมีประสบการณ์ท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วทั่วประเทศซึ่งในบทความนี้คุณ Carissa จะมาแชร์ลิสต์ 12 ดอกไม้ที่น่าชมในฤดูใบไม้ผลิซึ่งสามารถเดินทางไปชมกันได้ง่ายๆ ด้วยรถไฟของ JR East ! ถ้าพร้อมแล้วสะพายกล้องให้พร้อมแล้วตามไปดูกันเลย!

ท่องโลกแฟนตาซีแห่งดอกไม้รวม 12 ดอกไม้หลากสีสันที่ชมได้ในฤดูใบไม้ผลิ

JR12Spring-FlowersCalendar
ปฎิทินช่วงดอกไม้บาน (Image credit: JR East / Carissa Loh)

ถ้าพูดถึงประเทศญี่ปุ่น คุณอาจจะนึกถึงดอกซากุระ (桜) ดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่นที่บานในฤดูใบไม้ผลิเป็นอย่างแรก แต่นอกจากดอกซากุระสีชมพูระเรื่อแล้ว ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นยังมีดอกไม้อีกมากมายที่เป็นสัญญาณบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ

คุณอาจจะนึกสงสัยว่าดอกไม้อื่นที่ว่านี้มีอะไรบ้าง หรือบางทีคุณอาจจะไม่ได้จัดทริปตรงกับช่วงซากุระบาน ไม่ว่าเหตุผลของคุณจะเป็นอะไร ข่าวดีคือที่ญี่ปุ่นยังมีดอกไม้อีกมากมายหลายชนิดให้คุณได้ชม ตั้งแต่ทุ่งดอกนาโนะฮานะ (Rapeseed) สีเหลืองสดใส ไปจนถึงดอกฮานะโมโมะ (Peach Blossom, ดอกท้อสีชมพูเข้ม และดอกนีโมฟีเลีย (Nemophilia) สีฟ้าอ่อน ดอกอาซาเลีย (Azalea) ที่มีสีโทนร้อนสดใส ดอกป๊อบปี้ (Poppy) สีแดงเข้ม และดอกไฮเดรนเยีย (Hydrangea) สีฟ้าสวยสะกดตา เป็นต้น ซึ่งฉันจะพาคุณไปรู้จักดอกไม้ทั้ง 12 สายพันธุ์ในพื้นที่ตะวันออกของญี่ปุ่นที่ฉันแนะนำให้ไปชมเป็นอย่างยิ่ง (โดยเรียงตามลำดับช่วงที่บานของดอกไม้แต่ละชนิด)

1) ดอกบ๊วย (梅)

JR12Spring-1Ume
ดอกบ๊วย (Image credit: 茨城県観光物産協会)

ดอกบ๊วยเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่บานเร็วที่สุด (โดยทั่วไปในภูมิภาคคันโตรอบโตเกียวนั้นมักจะบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงมีนาคมดอกบ๊วย (梅, Ume) เป็นดอกไม้ที่มีบทบาทในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในประเทศญี่ปุ่น การที่ดอกบ๊วยเริ่มบานถือเป็นสัญญาณการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต่างเฝ้ารอมาตลอดฤดูหนาว

2) ดอกแอปริคอต (あんず) 

JR12Spring-2Apricot
ดอกแอปริคอต (Image credit: 信州千曲観光局)

ดอกไม้ชนิดต่อไปก็เป็น “ดอกไม้ผล” เช่นกัน นั่นคือดอกแอปริคอตนั่นเอง เมืองจิคุมะ (Chikuma City) ในจังหวัดนากาโนะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจิคุมะซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ เมืองจิคุมะยังมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตแอปริคอต (あんず, anzuที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับดอกแอปริคอตสีชมพูสวยงามเหล่านี้ได้

3) ทิวลิป (チューリップ)

JR12Spring-3Tulip
บรรดาดอกทิวลิปในเทศกาล Gosen City Tulip Festival (Image credit: 新潟県観光協会)

ดอกทิวลิป (チューリップ, chūrippuเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดนีงาตะซึ่งเป็นจังหวัดแรกในญี่ปุ่นที่สามารถผลิตหัวดอกทิวลิปได้ ด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์และภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้นีงาตะเป็นผู้ผลิตทิวลิปอันดับสองของประเทศญี่ปุ่น ในทุกฤดูใบไม้ผลิคุณสามารถสนุกไปกับเทศกาลดอกทิวลิปมากมายที่จัดขึ้นทั่วพื้นที่จังหวัด โดยงานเทศกาลดอกทิวลิปที่ห้ามพลาดคือ Gosen City Tulip Festival

4) ดอกท้อฮานะโมโมะ (花桃)

JR12Spring-4Hanamomo
ดอกท้อที่กำลังบานสะพรั่งที่ Hanamomo no Sato (Image credit: Achi Hirugami Tourism Bureau)

ขณะที่ “ดอกไม้ผล” อย่างดอกบ๊วยและดอกแอปริคอตเป็นดอกไม้ที่จะโตไปเป็นผลไม้ที่กินได้ต่อไป ต้นไม้ที่ออกลูกท้อ (桃, momoที่เรากินกันกับต้นไม้ที่ออกดอกท้อฮานะโมโมะ (花桃, hanamomoนั้นเป็นต้นไม้คนละสายพันธุ์กัน โดยต้นดอกท้อที่เราสามารถชมดอกท้อฮานะโมโมะได้นั้นเป็นไม้ประดับที่ไม่ออกผล สำหรับจุดชมดอกท้อฮานาโมโมะที่หลายคนยกให้เป็นจุดที่ดีที่จุดก็คือฮิรุกามิออนเซ็น (昼神温泉, Hirugami Onsen)

5) ดอกนีโมฟีลา (ネモフィラ, Nemophila)

JR12Spring-5Nemophilia
(Image credit: JR East / Carissa Loh)

ถ้าคุณเป็นคนที่คุ้นเคยกับดอกไม้ดี คุณคงรู้ว่าดอกไม้สีฟ้านับเป็นดอกไม้ที่หายากเมื่อเทียบกับดอกไม้ที่มีโทนสีอุ่นเช่นชมพู แดง ส้ม และเหลือง อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือคุณสามารถชมดอกไม้สีฟ้า Baby Blue ชื่อนีโมฟีลา (ネモフィラ, Nemophilaได้ที่ญี่ปุ่นเจ้าดอกนีโมฟีลานี้มีกลีบดอกไม้เล็กๆ สีฟ้าโปร่งและเป็นที่รู้จักในนามดอก “Baby Blue Eyes”

6) ชิบาซากุระ (芝桜)

JR12Spring-6Shibazakura
ตื่นตาไปกับดอกชิบาซากุระสีชมพูสดที่ตัดกับภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ในฉากหลัง (Image credit: Akira Okada / JNTO)

ถึงจะชื่อว่าชิบาซากุระ (芝桜, shibazakuraแต่เจ้าดอกไม้นี้ไม่ใช่ซากุระชนิดหนึ่งแต่อย่างใด ชื่อชิบาซากุระมีที่มาจากหน้าตาของดอกไม้ที่ดูเหมือนซากุระและธรรมชาติของมันที่งอกจากพื้นดิน (ชิบะหมายถึงพื้นสนามนอกจากนี้ชิบาซากุระยังมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า ”Pink Moss Phlox” โดยชิบาซากุระเป็นพืชคลุมดินชนิดหนึ่งที่มีดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่บานปกคลุมพื้นดินเมื่อถึงฤดู สำหรับสถานที่ในญี่ปุ่นตะวันออกที่คุณสามารถชมชิบาซากุระได้นั้นมีสองที่ และทั้งหมดนี้อยู่ในพื้นที่ใกล้โตเกียว ได้แก่ที่งาน Fuji Shibazakura Festival และ Hitsujiyama Park Shibazakura Hill

7) นาโนะฮานะ (菜の花)

JR12Spring-7Nanohana
ทุ่งดอกนาโนะฮานะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น (Image credit: 青森県観光連盟)

สีเหลืองเป็นสีที่มักถูกเชื่อมโยงกับความสุข เพราะฉะนั้น มาเดินเล่นท่ามกลางสีเหลืองชวนสุขใจของดอกนาโนะฮานะ (菜の花, rapeseed blossoms) กันไหมถ้าคุณสนใจ ฉันมีสองสถานที่น่าเที่ยวมาแนะนำ ได้แก่เมืองโยโกฮามะในจังหวัดอาโอโมริที่มีเทศกาล Nanohana Festival in Yokohama และ Nanohana Park ในจังหวัดนากาโนะซึ่งต่างมีกิจกรรมสุดพิเศษในช่วงงานเทศกาลให้เราได้สนุกอีกด้วย

8) ดอกวิสเทอเรีย (藤)

JR12Spring-8Wisteria
หลากสีสันแห่งดอกวิสเทอเรียในสวน Ashikaga Flower Park. (Image credit: JR East / Carissa Loh)

ที่ผ่านมาเราได้ดูดอกไม้ที่บานบนต้นไม้และดอกไม้ที่บานบนดินกันมาเยอะแล้ว ครั้งนี้เราจะมาดูดอกไม้ที่โตบนเถาวัลย์กันบ้าง นั่นคือดอกวิสเทอเรีย (藤, fujiโดยดอกวิสเทอเรียมีลำต้นเป็นเถาวัลย์ ซึ่งต้นวิสเทอเรียที่มีอายุมากนั้นจะต้องมีอุปกรณ์ค้ำยันไว้ให้เถาวัลย์ยังสามารถห้อยลงมาได้ จนเป็นม่านดอกวิสเทอเรียสวยงาม

9) ดอกแอปเปิ้ล (りんご)

JR12Spring-9Apple
ดอกแอปเปิ้ลที่สวน Hirosaki Apple Park (Image credit: 青森県観光連盟)

ดอกไม้ผล” ชนิดสุดท้ายในลิสต์ของเราคือดอกแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ฉันชอบที่สุด และฉันประทับใจมากเมื่อได้มาลองชิมแอปเปิ้ลหลากหลายสายพันธุ์ในจังหวัดอาโอโมริ แต่นอกจากการเก็บแอปเปิ้ลแล้ว รู้หรือไม่ว่าในช่วงต้นจนถึงกลางเดือนพฤษภาคมเราสามารถชมดอกแอปเปิ้ลสีขาวเล็กๆ สวยงามได้ด้วยถ้าคุณอยากชมดอกแอปเปิ้ล ไปที่อาโอโมริและนากาโนะ สองแหล่งผลิตแอปเปิ้ลระดับท็อปของญี่ปุ่นกันเลย

10) ดอกอาซาเลีย (つつじ)

JR12Spring-10Azalea
สวน Tsurumine Park คือจุดชมดอกอาซาเลียที่ดีที่สุดในภาคกลางจังหวัดญี่ปุ่น (Image credit: Okaya City)

คุณกำลังมองหาดอกไม้สีสดใสอยู่ใช่ไหมมาชมดอกอาซาเลีย (つつじ, tsutsujiดอกไม้พุ่มที่มีดอกไม้สีสดใสที่ผู้คนชื่นชอบกัน

 

สวน Tsurumine Park (鶴峰公園, Tsurumine Kо̄en) ในจังหวัดนากาโนะเป็นสวนที่มีดอกอาซาเลียกว่า 30 สายพันธุ์จำนวนทั้งหมดมากกว่า 30,000 ต้น ทำให้ในช่วงต้นจนถึงกลางเดือนพฤษภาคมสวนแห่งนี้จึงถูกแต้มไปด้วยดอกไม้สวยงามหลากเฉดสีทั้งแดง ส้ม ชมพู และม่วง แต่นอกจากนี้ สวนแห่งนี้ยังมีความเป็นมาที่น่าสนใจด้วยนะ

11) ป๊อบปี้ (ポピー)

JR12Spring-11Poppies
ทุ่งดอกป๊อบปี้สวยงาม ณ ที่จัดงานเทศกาล Poppies in the Sky (Image credit: ポピーまつり実行委員会)

ถ้าพูดถึงดอกป๊อบปี้ (ポピー,  popīคุณอาจจะนึกถึงดอกฝิ่น (Oriental Poppy) แต่ดอกป๊อบปี้ที่ถูกปลูกทั่วไปในญี่ปุ่นคือดอกเชอร์ลี่ย์ป๊อบปี (シャーレーポピー, Shirley Poppy) และคุณไม่ต้องมองหาที่ไหนไกล เพราะในพื้นที่ใกล้โตเกียวมีหนึ่งในจุดชมดอกป๊อบปี้ที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดให้คุณไปเที่ยวชมกันได้ นั่นคือเทศกาลดอกป๊อบปี้ Poppies in the Sky (天空のポピー Tenkū no Popī) ในจังหวัดไซตามะนั่นเอง

12) ไฮเดรนเยีย (あじさい)

JR12Spring-12Hydrengea
ดอกไฮเดรนเยีย ดอกไม้ที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ (Image credit: 東北観光推進機構)

ปิดท้ายลิสต์ดอกไม้ที่แนะนำทั้ง 12 ชนิดของฉันกันด้วยดอกไฮเดรนเยีย (あじさい, ajisaiซึ่งถ้าดอกบ๊วยเป็นสัญญาณถึงการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ ดอกไฮเดรนเยียก็เป็นสัญญาณช่วงสิ้นสุดของฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้นฤดูร้อนนั่นเอง

แม้จะมีแหล่งชมดอกไฮเดรนเยียมากมายในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในวัดต่างๆ แถวคามาคุระ แต่จุดชมไฮเดรนเยียที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น (อ้างอิงจากสมาคม Nippon Hydrangea Association) ก็คือที่ Michinoku Hydrangea Garden (みちのくあじさい公園, Michinoku Ajisai Kо̄en) ในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งที่นี่ยังเป็นหนึ่งในสวนไฮเดรนเยียที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย โดยมีความกว้างเป็นสามเท่าของโตเกียวโดม

ไปสัมผัสสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิด้วยตัวเองกัน!

เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรีวิวเท่านั้น อ่านรีวิวแบบจัดเต็มจากคุณ Carissa Loh พร้อมพิกัดจุดชมดอกไม้และวิธีเดินทางแบบละเอียดยิบ รวมถึงทุกอย่างที่คุณต้องรู้เพื่อจัดทริปฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่นที่ลืมไม่ลงคลิกอ่าน “ท่องโลกแฟนตาซีแห่งดอกไม้รวม 12 ดอกไม้หลากสีสันที่ชมได้ในฤดูใบไม้ผลิ” จากเว็บ JR TIMES by JR-EAST รีวิวโดยคุณ Carissa Loh หรือคลิกที่ภาพด้านล่างแล้วไปสนุกกันต่อได้เลย    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

JR12Spring banner

Categories
BLOG

แนะนำศาลเจ้า 20 แห่งที่ถูกจัดอับดับประจำปี 2021 ที่จะช่วยเสริมดวงความรักของทุกคนให้ปังๆๆ (2)

การไหว้ศาลเจ้าเพื่อเสริมดวงด้านต่างๆ ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น และสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะขอกันเป็นสิ่งแรกก็คือเรื่องความรักนั่นเองค่ะ สำหรับปี 2021 นี้ ได้มีการรวบรวมศาลเจ้าชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้พรด้านความรักจากทั่วประเทศญี่ปุ่นมาจัดอันดับโดย 3 เว็บไซต์ ได้แก่ jalan.net, ikyu.com และ Walker+ (ณ วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564)

ครั้งนี้จะขอต่อจากครั้งที่แล้วในอันดับที่ 11 – 20 สำหรับการจัดอันดับ 10 อันดับแรก สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ “ที่นี่

No. 11 Nikko Futarasan

ศาลเจ้า Nikko Futarasan อันโด่งดังเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าถึงสามองค์รวมถึงเทพโอคุนินุชิแห่งศาลเจ้าอิซุโมะด้วย ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่ามักจะช่วยให้พรเกี่ยวกับการเชื่อมความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ เช่น ความสัมพันธ์อันดี, การคลอดบุตร ส่วนไฮไลท์น่าชมอาจจะพอคุ้นตากันบ้างเพราะเป็นสถานที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไปแล้วด้วย นั่นก็คือพื้นที่บริเวณศาลเจ้าหลักและสะพานชินเคียวค่ะ

เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับศาลเจ้า Nikko Toshogu มาก ดังนั้นเวลาไปขอแนะนำให้ไปเที่ยวทั้ง 2 ที่ในคราวเดียวกันเลยก็ดีทีเดียวค่ะ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อสำหรับการชมใบไม้ร่วงมากมายหลายจุด เช่น ทะเลสาบชูเซ็นจิและอิโรฮาซากะ ดังนั้นหากต้องการชมทิวทัศน์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงให้เพลิดเพลินอย่างเต็มที่แล้วล่ะก็ ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะมากๆ เลยค่ะ

ที่อยู่ : 2307 Sannai, Nikko City, Tochigi
ค่าเข้า : บริเวณศาลเจ้า 200 เยน

No. 12 Notonokuniichinomiya Keta Taisha

ศาลเจ้า Keta ปรากฏในหนังสือเพลง Manyoshu ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นด้วย ในวันที่ 1 ของทุกๆ เดือนที่ศาลเจ้านี้จะเปิดให้เข้าไปสักการะขอพรทางด้านความรักได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งผู้ที่สนใจยังสามารถเข้าร่วมได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้าด้วยค่ะ

บริเวณโดยรอบศาลเจ้ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เติบโตตามธรรมชาติซึ่งทำให้สัมผัสถึงความขลังและยังให้อารมณ์เงียบสงบดีอีกด้วย และในบริเวณนี้เป็นป่าของทางศาลเจ้าที่ผู้คนเรียกว่า “Irazu no mori” นั้นยังถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สงวนแห่งชาติในปีโชวะที่ 42(ปี 1967 ) อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ทั้งเก่าแก่และล้ำค่าอยู่มากมาย ทำให้เราสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี เป็นสถานที่ที่อยากแนะนำให้ไปลองสัมผัสบรรยากาศสบายๆ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้กันดูค่ะ

ที่อยู่ : 1-1 Jikemachi, Hakui City, Ishikawa
ค่าเข้า : ฟรี

No.13 ศาลเจ้า Izusan

สถานที่ต่อมา คือศาลเจ้าที่เป็นสถานที่ประดิษฐานของเทพแห่งความโชคดี ความสามัคคีปรองดอง ความสัมพันธ์และชีวิตคู่ ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า “อิซุซังกงเก็ง” หรือ “ฮะชิริยุกงเก็ง” มีพื้นที่ประมาณ 40,000 สึโบะ หรือเท่ากับประมาณ 132,231 ตารางเมตร บริเวณศาลเจ้าหลักตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 170 เมตร ทำให้สามารถมองเห็นวิวทะเลอิซุที่สวยงามได้สุดลูกหูลูกตาเลยล่ะค่ะ

สำหรับสถานที่แวะชมนั้นมีที่อยากแนะนำอยู่มากมายหลายจุดด้วยกัน แต่ไฮไลท์อยู่ที่ภายในบริเวณศาลเจ้าจะมีหิน Kekoshikake อันเก่าแก่ที่กล่าวถึงความรักระหว่าง Minamoto no Yorimoto (โชกุนคนแรกแห่งคามาคุระ) และภรรยาเอก Houjou Masako เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตเคยมานั่งพูดคุยกันที่บริเวณหินก้อนนี้นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีวิวของอ่าว Sagami ให้ชมขณะที่เดินอยู่ภายในศาลเจ้าได้อีกด้วยล่ะค่ะ

ที่อยู่ : 7081 Izusan, Atami City, Shizuoka
ค่าเข้า : –

No.14 ศาลเจ้า Tsuyuten (ศาลเจ้า Ohatsu Tenjin)

 

เป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ใจกลางย่าน Sonezaki ของโอซาก้า ปรากฏอยู่ในบทละครของ Chikamatsu Monzaemon นักประพันธ์บทละครหุ่น Bunraku และละครคาบุกิชื่อดัง โดยเป็นฉากหลักในเรื่องราวของ Ohatsu หญิงโสเภณีกับนายเสมียนชื่อ Tokube และยังเป็นฉากในบทละคร Ningyo Joruri ศิลปะการแสดงละครหุ่นกระบอกดั้งเดิมของญี่ปุ่น จึงทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังจนกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนต่างพากันมาสักการะขอพรให้สมหวังในด้านความรักจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

 

นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ ศาลเจ้า Ohatsu Tenjin โดยมีที่มาจากเพลงที่แต่งโดย Sugawara no Michizane มีรูปปั้นเทพชินกิวและวัวคู่ใจ ซึ่งจะมีประเพณีการลูบที่ร่างกายสลับกับบริเวณที่มีอาการเจ็บป่วยหรือไม่แข็งแรงพร้อมกับอธิษฐานให้หายป่วยได้ด้วยค่ะ

ที่อยู่ : 2-5-4 Sonezaki, Kita-ku, Osaka-shi, Osaka
ค่าเข้า : ฟรี

No.15 ศาลเจ้า Kamomioya

ศาลเจ้านี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าศาลเจ้า Shimogamo ส่วนของศาลเจ้าหลักที่อยู่ทางทิศตะวันออกกับทางทิศตะวันตกได้ถูกกำหนดให้เป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นด้วย นอกจากนี้ยังมีต้นไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการขอพรเรื่องความรัก ที่มีชื่อว่า Renri no Sakaki ซึ่งลักษณะของต้นไม้นี้จะเป็นต้นไม้จำนวน 2 ต้นที่ช่วงกลางลำต้นของทั้งสองได้หลอมรวมเป็น 1  จึงกลายเป็น 1 ใน 7 เรื่องเล่าสุดพิศวงประจำท้องถิ่นมาตั้งแต่โบราณเลยล่ะค่ะ

นอกจากการขอพรด้านความรักแล้ว ที่นี่เรายังสามารถพรให้มีเสน่ห์น่าดึงดูดไปพร้อมๆกันได้ด้วยค่ะ โดยเราสามารถเขียนคำอธิษฐานบนแผ่นไม้ Ema ได้ ซึ่ง Ema ของที่นี่จะเป็นลวดลายรูปใบหน้าให้เราได้เขียนแต่งเติมใบหน้าได้ตามใจชอบ และให้เขียนคำอธิษฐานเอาไว้ที่ด้านหลัง สามารถขอพรได้หมดไม่ว่าจะเป็นคำอธิษฐานให้กับรูปลักษณ์ภายนอกหรือจิตใจภายในก็ได้ทั้งสองอย่างเลยค่ะ

ที่อยู่ : 59 Shimogamo Izumikawachō Sakyo Ward, Kyoto
ค่าเข้า : บริเวณศาลเจ้าเข้าฟรี, บริเวณอาคาร Ooidono, Kurumayadori ค่าเข้า 500 เยน

No.16 ศาลเจ้า Imado

ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ห่างจากสถานีอาซากุสะ 15 นาที เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าของคู่รัก เทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ดฟุคุโรคุจู และจักรพรรดิโอจิน เมื่อเดินลอดเสาโทอิริเข้าไปยังภายในของศาลเจ้าแล้วจะพบกับสายตาของแมวกวักหลายสิบตัวรออยู่ด้วยล่ะค่ะ สำหรับทาสแมวทั้งหลายอาจจะชื่นชอบเป็นพิเศษเลยก็ว่าได้ และบนเครื่องรางหรือบนตราประทับของศาลเจ้าแห่งนี้ก็ยังมีลวดลายแมวอีกด้วย

การสวดอธิษฐานและขอพรจะมีแผ่นไม้ Ema ทรงกลม 2 แบบให้เลือกเขียนกัน นอกจากนี้ศาลเจ้าแห่งนี่ยังมีเซเลบตัวขาวปุยขนฟูนามว่า “นามิจัง” อยู่ด้วย หากมีโอกาสได้ไปสักการะที่ศาลเจ้าก็ลองตามหาน้องเขาดูได้นะคะ

ที่อยู่ : 1-5-22 Imado, Taito-ku, Tokyo
ค่าเข้า : –

No.17  ศาลเจ้า Yasui Konpiragu

Yasui Konpiragu สร้างโดย Fujiwara no Kamatari เป็นสถานที่ยอดนิยมที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการขอพรด้านความรักเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ขึ้นชื่อสำหรับผู้ที่ต้องการตัดสัมพันธ์ร้ายๆ หรือสิ่งไม่ดีออกจากชีวิตด้วยค่ะ

จุดเด่นของที่นี่คือการการเขียนคำอธิษฐานลงบน Ofuda ซึ่งเป็นเครื่องรางทำจากกระดาษ จากนั้นให้เดินจากด้านหน้าไปยังด้านหลังของหินจารึก แล้วจึงเดินลอดจากด้านหลังออกมาทางด้านหน้า เสร็จแล้วติดแผ่น Ofuda ลงบนหินคำอธิษฐานของเราก็เป็นอันสมบูรณ์

นอกจากนี้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ยังเป็นที่สักการะของเทพการเดินทางที่จะช่วยให้ทุกคนเดินทางกันได้อย่างปลอดภัยด้วย เป็นเทพเจ้าแห่งความปลอดภัยทั้งทางทะเลและการเดินทางด้วยรถยนต์ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการตกปลาและเล่นกีฬาทางน้ำจึงนิยมมาขอพรที่นี่เช่นกัน

ที่อยู่ : 70 Shimobentencho, Matsubara-dori, Higashioji, Higashiyama-ku, Kyoto
ค่าเข้า : ฟรี

No.18 ศาลเจ้า Kumano Hayatama Taisha

Kumano Hayatama Taisha เป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้า Kumano ทั่วทุกแห่งของญี่ปุ่น ซึ่งที่มาของการตั้งชื่อนั้นจะตั้งตามเทพแต่ละองค์ของแต่ละที่เลย สำหรับที่นี่ปกครองโดยเทพคู่สามีภรรยา Hayatama Okami และ Fusumino Okami ที่ว่ากันว่าขึ้นชื่อเรื่องการทำพรความรักให้สมหวังค่ะ

 

ที่นี่มีต้นไม้อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสงบสุข ที่ถูกนำไปปลูกเอาไว้ในโรงเรียนของโอกินาวะเพื่อเป็นการระลึกถึงแผ่นดินใหญ่อยู่ด้วย เนื่องจากโอกินาวะนั้นมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับคุมาโนะมาตั้งแต่สมัยโบราณ ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีจะมีการจัดเทศกาล Kumano Hayatama ซึ่งเป็นเทศาลสุดยิ่งใหญ่ที่ถูกกำหนดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศที่ห้ามทำเสื่อมเสียชื่อเลยทีเดียว จึงเป็นเทศกาลที่น่าชมให้เห็นกับตาให้ได้สักครั้งค่ะ

ที่อยู่ : 1-1 Kamihonmachi, Shingu, Wakayama
ค่าเข้า : ฟรี

No.19 ศาลเจ้า Taga Taisha

Taga Taisha เป็นที่รู้จักในชื่อเรียกสั้นๆ ว่า Taga ในแต่ละปีมีผู้เข้าไปสักการะราว 1.7 ล้านคนเลยทีเดียวค่ะ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าชื่อดังที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เทพเจ้าของศาลเจ้าแห่งนี้มีนามว่า Izanagi Okami และ Osanami Okami ซึ่งว่ากันว่ามีชื่อเสียงด้านการให้พรเกี่ยวกับการมีอายุยืนยาว, ด้านความรัก และการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายค่ะ

มีเรื่องเล่าว่าตอนพระจักรพรรดิ Genshoutennou ทรงประชวร พระสงฆ์ของศาลเจ้าแห่งนี้เองเป็นผู้ถวายข้าว Okowa (ข้าวญี่ปุ่นนึ่งทำจากข้าวเหนียวผสมกับเนื้อสัตว์หรือผัก) และทัพพีที่ทำจากไม้ ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่นาน พระจักรพรรดิก็อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจะไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นทัพพีอันใหญ่ประดับอยู่ที่ศาลเจ้าด้วย ซึ่งกลายเป็นทัพพีตักข้าว Taga ที่โด่งดัง แม้แต่เครื่องรางก็ทำเป็นรูปทัพพีด้วยเช่นกัน

 

ในบริเวณรอบๆ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ให้เที่ยวชมอีก ยกตัวอย่างเช่น หินแห่งชีวิตไว้สำหรับอธิษฐานให้มีสุขภาพดีและชีวิตยืนยาวด้วยค่ะ และนอกจากนี้ยังมีต้นไม้ 3 ต้นที่เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ด้วย ที่มาของความศักดิ์สิทธิ์นั้นมาจากความเชื่อที่ว่าต้นไม้ทั้ง 3 ต้นเป็นตะเกียบที่เทพเจ้าให้ทานข้าวเมื่อครั้งลงมายังโลก ซึ่งตะเกียบนั้นได้งอกและเติบโตจนเป็นต้นไม้ใหญ่อยู่ที่นี่นั่นเอง

ที่อยู่ : 604 Taga, Taga-cho, Inukami-gun, Shiga
ค่าเข้า : ฟรี

No.20 ศาลเจ้า Koinomizu

เป็นสถานที่ประดิษฐานของเทพที่มีนามว่า Mizuhanome no Kami ซึ่งตอนแรกเป็นศาลเจ้าที่ถูกนับถือในฐานะที่มีน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยรักษาได้สารพัดโรค แต่ต่อมาเมื่อเจ้าหญิง Sakurahime ได้เดินทางไปสักการะเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของคนรักแต่กลับสิ้นใจอยู่ที่นี่ หลังจากนั้นมาที่นี่จึงถูกเรียกว่า ศาลเจ้าสายน้ำแห่งความรัก หรือ Koi no mizu จนถึงทุกวันนี้ค่ะ

 

วิธีการสักการะจะแตกต่างจากที่อื่นกันสักหน่อยนะ โดยจะให้เขียนคำอธิษฐานลงบนแก้วกระดาษแล้วตักน้ำธรรมชาติจากตาน้ำขึ้นมาเพื่อทำการอธิษฐาน ถึงแม้เรื่องราวความรักที่กล่าวขานกันมาจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่กลับกลายเป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงเลื่องลือและโด่งดังในหมู่คนหนุ่มสาวอย่างมากเลย ซึ่งเชื่อกันว่าหากได้ไปอธิษฐานขอพรเรื่องของความรักที่นี่แล้วก็มักจะสมหวังกันด้วยล่ะค่ะ  สล็อตเว็บตรง

ที่อยู่ : 92-91 Okuda Nakashirasawa, Mihama-cho, Chita-gun, Aichi
ค่าเข้า : ฟรี

ไม่ว่าใครก็อยากที่จะสมหวังด้านความรักด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะคะ การขอพรด้านความรักจึงถือว่าเป็นพรที่คนส่วนใหญ่มักปรารถนาเป็นสิ่งแรก จากผลการจัดอันดับศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงด้านความรักทั้ง 20 อันดับจากทั่วประเทศญี่ปุ่นที่ได้แนะนำไปให้ทั้งหมดนั้น หวังว่าจะพอมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ และเพื่อให้ชีวิตของเราดีขึ้นในทุกๆ ด้าน จึงไม่จำเป็นจะต้องขอพรเพียงเรื่องใดเรื่องเดียวเท่านั้น แต่การขอพรหลายๆ ข้อในคราวเดียวก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกันค่ะ

Categories
BLOG

อบอุ่นร่างกายด้วยออนเซ็น พลางนั่งเล่นกินของอร่อยที่ 6 คาเฟ่ออนเซ็นแช่เท้าใกล้กรุงโตเกียว

พูดถึงญี่ปุ่น ถ้าใครไม่ได้แช่ออนเซ็นก็เหมือนไปไม่ถึง แต่ถ้าจะให้ลงแช่ทั้งตัว เพื่อน ๆ บางคนอาจจะอายไม่กล้าแช่พร้อมกับคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักที่ไปด้วยกันใช่ไหมล่ะคะ งั้นเราขอแนะนำการแช่ออนเซ็นเฉพาะเท้าหรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า อาชิยุ (足湯) ค่ะ เพียงแค่เพื่อน ๆ ถอดรองเท้าถุงเท้าออก ถกขากางเกงขึ้นสักนิด ก็สามารถแช่ออนเซ็นอบอุ่นร่างกายในแบบญี่ปุ่นได้แล้ว ยิ่งสมัยนี้รอบ ๆ กรุงโตเกียวมีคาเฟ่ อาชิยุ หลายร้าน เพื่อน ๆ สามารถนั่งเล่นแช่ออนเซ็น แถมลิ้มรสอาหารและขนมแสนอร่อยไปพร้อมกันได้เลย อีกอย่างไม่ต้องเดินทางไปไกลด้วยนะคะ มีเวลาเพียงครึ่งวันก็สามารถไปกลับได้สบาย ๆ เราไปดู 6 คาเฟ่อาชิยุใกล้กรุงโตเกียวกันค่ะ

YUBUNE

 

เริ่มกันที่ YUBUNE คาเฟ่อาชิยุในย่านชินจุกุ กลางกรุงโตเกียวกันค่ะ ที่นี่เพื่อน ๆ สามารถแช่ออนเซ็นเท้าพลางทานขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมไปด้วยได้ บรรยากาศภายในร้านเป็นโทนสีขาวสะอาดตา ดูอบอุ่น รู้สึกผ่อนคลาย แถมเขายังมีมุมให้ลองผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสกินแคร์ Made in Japan ด้วยนะคะ ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเหลือเวลาวันสุดท้ายก่อนเดินทางไปสนามบิน ก็มาแวะพักผ่อนทิ้งท้ายกันที่นี่ได้ค่ะ

NARAYA CAFE

 

ถึงแม้ชื่อคาเฟ่นี้จะคล้ายกับชื่อแบรนด์ของฝากยอดนิยมจากเมืองไทย แต่ขอบอกว่าไม่เกี่ยวกันนะคะ NARAYA CAFE แห่งนี้ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างฮาโกเน่ ที่นี่เราจะได้นั่งแช่เท้าภายใต้ชายคาร่มเย็น ท่ามกลางป่าเขาธรรมชาติ แถมยังได้ชิมขนม signature menu ของทางร้านที่หากินได้ที่นี่ที่เดียวอย่างขนมโมนากะรูปน้ำเต้า ตัวขนมจะประกอบด้วยเปลือกด้านนอกคล้าย ๆ แป้งเวเฟอร์นำมาประกบกันสอดไส้ด้วยถั่วกวนรสชาติต่าง ๆ ความพิเศษคือเพื่อน ๆ สามารถปาดไส้และประกบเปลือกด้านนอกได้เอง ทั้งสนุกทั้งอร่อยเลยล่ะค่ะ

Bakery&Table Hakone

 

อีกคาเฟ่น่าสนใจในฮาโกเน่ Bakery&Table Hakone เหมาะกับเพื่อน ๆ ที่ชอบนั่งชิวมองวิวทะเลสาบเป็นที่สุด เพราะที่นี่เขามีที่นั่งริมระเบียงที่สามารถมองเห็นทะเลสาบอาชิโนโกะ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คโด่งดังของฮาโกเน่ แถมได้แช่ออนเซ็นเท้า พลางลิ้มรสขนมปังหลากหลายชนิดของทางร้าน สำหรับใครที่ไม่ได้นั่งโซนริมระเบียงก็ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ เพราะโซนที่นั่งในร้านเราจะได้เห็น live kitchen ที่เชฟทำอาหารกันสด ๆ ร้อน ๆ ใครอยากขโมยเทคนิคการทำอาหารตามแบบฉบับเชฟญี่ปุ่นห้ามพลาดค่ะ

Ashiyu Cafe

 

จากชื่อร้านก็บ่งบอกเลยว่าร่างกายอบอุ่นตั้งแต่ปลายเท้าแน่ ๆ คาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ในหอศิลป์โอคาดะ ในฮาโกเน่เช่นกัน เพื่อน ๆ สายอาร์ตต้องไปให้ได้ เพราะเราจะได้นั่งแช่เท้าพลางชื่นชมภาพของฟูจินไรจิน หรือเทพเจ้าแห่งสายลมและเทพเจ้าแห่งสายฟ้าตามความเชื่อของญี่ปุ่น เป็นวอลเปเปอร์ผืนใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แล้วยังมีกาแฟให้นั่งจิบไปด้วย

Ashiyu Kissa Tsubakiya

 

 

ใครอยากสัมผัสความเป็นญี่ปุ๊นญี่ปุ่นต้องมาที่คาเฟ่ Ashiyu Kissa Tsubakiya ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองคาวาโกเอะ จังหวัดไซตามะ คาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ในศูนย์การค้า Tsubaki no Kura หลังจากเดินเล่นเหนื่อย ๆ แล้วก็มานั่งพักขา อบอุ่นร่างกาย พลางชมสวนธรรมชาติที่ตกแต่งด้วยร่มแบบญี่ปุ่นสีสันสดใสกันได้ ขนมและเครื่องดื่มก็เป็นสไตล์ญี่ปุ่นเช่นกัน บอกได้เลยว่าคาเฟ่นี้ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยหมดค่ะ

Mominoki House

 

มาจบกันที่คาเฟ่อาชิยุที่มีหลายสาขาในโตเกียวอย่างอุเอะโนะและชิบุยะ ความพิเศษของ Mominoki House ที่ไม่เหมือนใครคือมีบริการนวดบ่าไหล่และเอวระหว่างแช่ออนเซ็นเท้าไปด้วย อีกทั้งเครื่องดื่มของที่นี่เป็นชาสมุนไพรหลากหลายประเภทให้เราเลือกได้ตามสภาพร่างกายและความต้องการ อย่างเช่น ชาที่ช่วยลดความเหนื่อยล้า ช่วยลดอาการท้องผูก ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยเรื่องรูปร่างก็มีนะคะ ใครที่เดินเที่ยวในญี่ปุ่นมาเหนื่อย ๆ แนะนำให้มาลองค่ะ

คาเฟ่อาชิยุแต่ละที่มีเอกลักษณ์และความพิเศษในแบบฉบับของตัวเอง เลือกไปไม่ถูกเลยนะคะ แถมแต่ละที่ก็อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลักอย่างโตเกียว ฮาโกเน่ และคาวาโกเอะ เหมาะกับการแวะพักผ่อนก่อนออกไปลุยเที่ยวอีกรอบสุด ๆ เลยล่ะค่ะ  สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

พาเฟ่ต์คลายร้อนจาก 4 คาเฟ่สไตล์เรโทรในโตเกียว!

parfait

4 คาเฟ่สไตล์เรโทรในโตเกียว

เป็นของหวานที่เน้นไอศกรีมและผลไม้เป็นหลัก โดยจะใส่ลงในแก้วทรงสูง ตกแต่งด้วยวิปครีม ซอสและท็อปปิ้งต่างๆ ให้ดูน่าทานมากยิ่งขึ้น เป็นของหวานที่ชาวญี่ปุ่นนิยมทานตอนหน้าร้อน เพราะช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี ในบทความนี้จะมาแนะนำพาเฟ่ต์อร่อยๆ จากคาเฟ่สไตล์เรโทร 4 ร้านในโตเกียว รับรองว่าเปิดประตูร้านเข้าไปปุ๊ป เหมือนย้อนเวลาไปยุค 80 – 90’s เลยค่ะ!

Coffee Seibu – ชินจูกุ

 

ร้านนี้อยู่ใกล้สถานีชินจูกุ เดินแค่ 2 นาทีก็ถึงแล้ว ภายในร้านมีขนาดกว้างขวาง บนเพดานประดับด้วยกระจกสีโบราณ ส่วนเก้าอี้ก็เป็นผ้ากำมะหยี่ ทำให้ได้บรรยากาศที่หรูหราพร้อมกลิ่นอายแบบเรโทร เมนูแนะนำก็คือ “บานาน่าพาเฟ่ต์” โดยที่ร้านจะใส่ไอศครีมให้ทั้งก้อน ได้ปริมาณแบบเน้นๆ ถ้ายังไม่จุใจยังมี “ฟรุ๊ตพาเฟ่ต์ และ “สตอเบอรี่พาเฟต์” ที่เป็นเมนูบิ๊กพาเฟ่ต์ให้เลือกทานอีกด้วย แต่ถ้าอยากทานแบบจุกๆ ขอแนะนำเป็น “พุดดิ้ง อะลาโหมด” (Pudding a la mode) ที่ใส่ท็อปปิ้งให้มาแบบไม่ยั้ง ทั้งผลไม้ พุดดิ้ง และไอศครีมโคน

Coffee Seibu (珈琲西武)

ที่ตั้ง : Japan, 〒160-0022 Tokyo, Shinjuku City, Shinjuku, 3 Chome−34−9
เวลาให้บริการ : ทุกวัน 7:30AM–11:30PM

Coffee Ōjō – อุเอโนะ

 

ร้านตั้งอยู่ในตลาดอะเมะโยโกะ เป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมาเกือบครึ่งศตวรรษ การตกแต่งภายในร้านและเมนูไม่เปลี่ยนจากเดิม ทำให้มีบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงอดีต เมนูแนะนำของที่ร้านก็คือ “ช็อกโกแลตพาเฟ่ต์” ที่ร้านจะให้วิปครีมมาจนแทบไม่เห็นเนื้อไอศครีม ท็อปปิ้งด้วยส้มแมนดารินและซอสช็อกโกแลตเข้มข้น เปรี้ยวหวานลงตัวเหมือนรักแรกสมัยมัธยม

Coffee Ōjō (珈琲王城)
ที่ตั้ง : 6 Chome-8-15 Ueno, Taito City, Tokyo 110-0005, Japan
เวลาให้บริการ : ทุกวันตั้งแต่ 08:00 – 17:00

Royal Coffee Shop – อาซาคุสะ

 

ร้านอยู่ห่างจากสถานีอาซาคุสะโดยใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2505 เป็นร้านที่สามารถสัมผัสถึงความเก๋าได้ตั้งแต่ภายนอกร้าน ภายในร้านตกแต่งโดยเน้นความสงบให้ผู้ที่มาเยือนรู้สึกรีแลกซ์ เมนูแนะนำคือ “ช็อกโกแลตพาร์เฟ่ต์” ท็อปปิ้งด้วยเกาลัดและแอปริคอต ทำให้ได้รสสัมผัสสไตล์ญี่ปุ่น ช็อกโกแลตที่เคลือบบนไอศกรีมและมีเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบ นอกจากนี้ยัง”บานาน่าพาร์เฟ่ต์” ที่ให้กล้วยมาทั้งลูกอีกด้วย

Royal Coffee Shop (ローヤル珈琲店) 
ที่ตั้ง : 1 Chome-39-7 Asakusa, Taito City, Tokyo 111-0032, Japan
เวลาให้บริการ : ทุกวัน 08:00 – 18:30

Coffee Nobel – นากาโนะ

 

 

ร้านอยู่ใกล้สถานี Nakano ชั้น 3 ของร้านเปิดเป็นโรงแรมสามารถเข้าพักได้ หน้าร้านจะมีตัวอย่างอาหารตั้งเรียงรายอยู่ในตู้กระจก สร้างความตื่นเต้นกับอาหารก่อนเข้าร้าน เมนูแนะนำคือ “ฟรุ้ตพาเฟ่ต์” ที่ร้านจะใส่ผลไม้มาให้เยอะแทบล้น ทั้งเมล่อน ส้ม สัปปะรด และตกแต่งด้วยแอปเปิ้ลที่ตัดออกมาให้เหมือนหอคอย สวยน่าทานจนต้องแชะภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

Coffee Nobel (喫茶ノーベル)
ที่ตั้ง : 5 Chome-60-7 Nakano, Nakano City, Tokyo 164-0001, Japan
เวลาให้บริการ : ทุกวัน 9:30~20:30

เมนูแต่ละร้านน่าทานมากๆ! นอกจากพาเฟ่ต์อร่อยๆ แล้ว บรรยากาศที่ร้านยังชวนฟินสุดๆ เหมาะกับคนที่ชอบสไตล์เรโทรมากๆ แถมแต่ละร้านยังเดินทางสะดวกสุดๆ อีกด้วย ถ้าไปแล้วรับรองว่า จะอิ่มความสุขจนจะล้นออกทางปากเลยค่ะ!    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

สนุกไปกับฤดูร้อนท่ามกลางหมู่ดอกทานตะวันใน Shimashi Kankou Noen

เดือนกรกฎาคมเป็นช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นที่อากาศกำลังร้อนอบอ้าว พาให้ตัวเหนียวเหนอะหนะ หลายคนคงหงุดหงิดที่จะต้องเจอสภาพอากาศแบบนี้ แต่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องแย่ๆ เสมอไป เพราะเราสามารถสัมผัสความงามของธรรมชาติ ชมดอกทานตะวันที่กำลังบานสะพรั่งอวดความสวยงามท้าแสงอาทิตย์ได้ที่ Shimashi Kankou Noen Tourist Farm

Shimashi Kankou Noen Tourist Farm

Shimashi Kankou Noen

ทุ่งดอกไม้แห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานเมืองชิมะ (Shima) จังหวัดมิเอะ (Mie) เพื่อน ๆ สามารถมาชมความสวยงามของทุ่งทานตะวันได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม เมื่อเข้าไปด้านในจะพบกับสีเหลืองสดใสที่กว้างสุดลูกหูลูกตา พร้อมมอบพลังบวกในหน้าร้อน นอกจากจะได้สนุกไปกับรูปภาพวิวสวยๆ แล้ว ยังได้สูดกลิ่นอายธรรมชาติได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

ภายในพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 6,000 ตารางเมตร นอกจากจะมีดอกทานตะวันแล้ว ก็มี “ประตูไปไหนก็ได้” สีชมพูสดใสของโดราเอมอนเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2021 ด้วยความที่สีสันตัดกันอย่างลงตัว ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปที่ระลึกที่ห้ามพลาดของเมืองนี้

Shimashi Kankou Noen

หากใครมาไม่ทันช่วงกรกฎาคมก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะที่นี่เขามีให้ชมดอกไม้ตามฤดูกาลทุกปี ช่วงฤดูใบไม้ผลิประมาณเดือนเมษายน จะเป็นช่วงของดอกชิบะซากุระหลายสายพันธุ์ที่มีทั้งสีม่วง สีชมพู สีขาว สีแดงและดอกเนโมฟีลาสีฟ้าอ่อนเบ่งบานเต็มพื้นที่ สวยงามไม่แพ้ทุ่งทานตะวัน

ช่วงฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือนตุลาคม สามารถชมทุ่งดอกคอสมอสสีม่วง ชมพู ขาว ดอกไม้จิ๋วสุดน่ารัก เรียกได้ว่าไม่ว่าจะมาในฤดูกาลไหนก็เพลิดเพลินไปกับดอกไม้หลากสีสันไม่รู้เบื่อ

Shimashi Kankou Noen Tourist Farm (志摩市観光農園)

 

พิกัด : Isobecho Anagawa, Shima, Mie 517-0213
เว็บไซต์ : kankomie.or.jp
เวลาทำการ : 9.00 – 17.00
ค่าเข้า : 1 คน 100 เยน (หากเป็นนักเรียนมัธยมต้นหรือเด็กกว่าเข้าชมฟรี)

Shimashi Kankou Noen Tourist Farm ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ชมดอกไม้ที่สวยงามในญี่ปุ่น ใครมีแพลนจะไปมิเอะหรืออยู่ที่มิเอะอยู่แล้วก็อย่าพลาดชมดอกไม้สวยๆ แบบนี้นะคะ  สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในโตเกียว ปรับปรุงใหม่ไฉไลกว่าเดิม ทดลองใช้งานได้ทุกชิ้น!

ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในโตเกียว ปรับปรุงใหม่

ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในโตเกียว ปรับปรุงใหม่

ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งในย่านซาซาสุกะ เขตชิบุย่า กรุงโตเกียว ได้ทำการรีโนเวทร้านใหม่จนไฉไลกว่าเดิม! จะเป็นอย่างไรไปดูกันค่ะ

Denka no Keio ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่เปิดกิจการมา 68 ปี ปรับปรุงร้านใหม่ทั้งหมดจากที่ก่อนหน้านี้นั้นมีสินค้าวางเรียงกันแน่นทำให้ร้านดูเล็ก แคบ แต่หลังจากรีโนเวทแล้วก็ลดจำนวนสินค้าที่นำมาเรียงหน้าร้านลง ทำให้ร้านดูกว้างขวางและโล่งสบายมากขึ้น ตกแต่งให้เป็นสไตล์ที่ดูทันสมัย พร้อมทั้งยังทำคาเฟ่นั่งชิลภายในร้านอีกด้วย

อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในการทำเครื่องดื่มก็เป็นสินค้าของทางร้านเอง พร้อมแปะราคาให้ลูกค้าเห็นได้อย่างชัดเจน เรียกว่าเป็นการนำสินค้าภายในร้านมาใช้งานให้ลูกค้าเห็นจริง ๆ

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ลึกเข้าไปภายในร้าน มีห้องครัวจำลองที่วางสินค้าเอาไว้ให้ลูกค้าสามารถทดลองใช้งานได้ทุกชิ้น! ไม่ว่าจะเป็นไมโครเวฟ เตาอบ เครื่องปั่น ก๊อกน้ำไฟฟ้า ตู้เย็น ฯลฯ อย่างเตาย่าง ลูกค้าก็สามารถปิ้งขนมปังทานได้ เพื่อให้รู้ฟังก์ชั่นของเตาย่างเครื่องนั้น

สล็อตเว็บตรง

คุณฟุคุดะ รองประธานบริหารบริษัท Keio Electric ได้กล่าวว่า อย่างหม้อหุงข้าวที่ราคาแพง ๆ ลูกค้าก็สามารถลองใช้ได้ จะได้รู้ว่าหม้อหุงข้าวที่ราคา 10,000 เยนมันต่างกับตัวที่ราคา 100,000 เยนยังไงบ้าง

หลังจากนี้ทางร้านก็ตั้งใจว่าเปิดคอร์สสอนทำอาหารโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าของทางร้านอีกด้วยค่ะ โอ้โห ไม่ใช่แค่ปรับปรุงให้ร้านดูดีขึ้น แต่เรียกว่านำสินค้ามาใช้งานให้ดูกันจริง ๆ เลยนะคะเนี่ย ช่วยประกอบการตัดสินใจให้ลูกค้าได้อย่างดีเลยล่ะค่ะ ^^

Categories
BLOG

เคล็ดลับอายุยืนคือ “การหัวเราะ” คุณทวด วาตานาเบะ วัย 112 ปี ได้รับการบันทึกสถิติโลก

เคล็ดลับอายุยืนคือการหัวเราะคุณทวด วาตานาเบะ

เคล็ดลับอายุยืนคือการหัวเราะคุณทวด วาตานาเบะ

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. คุณทวดวัย 112 ปี “วาตานาเบะ จิเทตสึ” จากเมืองโจเอะสึ จังหวัดนีงาตะ ได้รับการรับรองและบันทึกสถิติโลก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ว่าเป็น “ชายที่มีอายุยืนที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่” โดยหลังรับมอบใบรับรองแล้ว คุณทวดก็ได้เผยเคล็ดลับที่ทำให้อายุยืน นั่นคือ “การหัวเราะเสียงดัง ๆ”

คุณทวดวาตานาเบะ จิเทตสึ เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ปี 1907 หรือในปีเมจิที่ 40 คุณทวดเข้าทำงานที่โรงงานผลิตน้ำตาลในไต้หวันจนสิ้นสุดสงคราม จากนั้นจึงเดินทางกลับญี่ปุ่นและทำงานในหน่วยงานของรัฐในจังหวัดนีงาตะจนถึงวัยเกษียณอายุ และยังคงทำงานด้านเกษตรกรรมมาตลอดแม้จะอายุเกิน 100 ปีแล้วก็ตาม

คุณทวดย้ายมาอาศัยที่สถานดูแลผู้สูงอายุเมื่อ 4 ปีก่อน ปัจจุบันต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นผู้สูงอายุ แต่ก็ไม่ลืมที่จะทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 3 มื้อ งานอดิเรกของคุณทวดคือการเขียนศิลปะพู่กันจีน หรือ โชะโด ซึ่งคุณทวดก็ได้อวดผลงานภาพเขียนพู่กันจีนด้วยฝีมือของเขาเองเมื่อไม่กี่วันก่อน กับคำว่า “Sekai Ichi”(世界一) แปลว่า “ที่สุดในโลก” ให้ได้ชมกันอีกด้วย

สล็อตเว็บตรง

ในวันที่ 12 ก.พ. คุณทวดได้ฉลองการบันทึกสถิติโลกด้วยการทานเค้ก พร้อมฝากข้อความถึงคนหนุ่มสาวทั่วโลกด้วยว่า “ขอให้ทุกคนทั่วโลกสู้ ๆ” อย่างไรก็ตาม กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด เปิดเผยว่า คุณทวดวาตานาเบะคือบุคคลใหม่ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นชายที่มีอายุมากที่สุดในโลก หลังการเสียชีวิตของคุณทวดโนะนากะ มาซาโซะ จากฮอกไกโด ด้วยวัย 113 ปี เมื่อเดือนมกราคม ปี 2019 ที่ผ่านมา

 

Categories
BLOG

ญี่ปุ่นเริ่มใช้กฎหมาย “ขายหน้ากากอนามัยเกินราคาที่กำหนด มีโทษจำคุก” เริ่ม 15 มี.ค. เป็นต้นไป

ญี่ปุ่นเริ่มใช้กฎหมายขายหน้ากากอนามัยเกินราคาที่กำหนด

ญี่ปุ่นเริ่มใช้กฎหมายขายหน้ากากอนามัยเกินราคาที่กำหนด

การขาดแคลนหน้ากากอนามัย เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 ทำให้เกิดการขายหน้ากากอนามัยในราคาที่สูงเกินจริง ทำให้คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายสั่งห้ามขายหน้ากากอนามัยเกินราคาที่กำหนด โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2020 เป็นต้นไป

ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกควบคุมตัวและถูกตัดสินให้จำคุกนานถึงหนึ่งปี หรือเสียค่าปรับสูงถึง 1 ล้านเยน (ประมาณ 3 แสนบาท) ตอนนี้เว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์เจ้าใหญ่ ๆ ก็เริ่มประกาศห้ามขายสินค้าและจัดการข้อมูลการขายที่ไม่เหมาะสม

ข้อบังคับกฎหมายนี้ใช้กับหน้ากากอนามัยสำหรับครัวเรือน ทางการแพทย์และอุตสาหกรรม นอกจากนี้ในกรณีที่มีการซื้อขายปลีก ไม่ว่าจะซื้อจากในนามบุคคล ผู้รับเหมา ร้านขายยา หรือการขายผ่านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น หากมีการขายในราคาสูงกว่าที่กำหนด ก็ถือว่าผิดกฎหมายเช่นกัน และในกรณีที่มีพ่อค้าแม่หัวใสบางคน ตั้งราคาขายหน้ากากอนามัยถูก แต่เรียกเก็บค่าขนส่งหรือค่าดำเนินการที่แพง เมื่อรวมแล้วเกินราคาที่กำหนด ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ในการทำธุรกรรมระหว่างผู้ผลิตหน้ากากกับผู้ค้าส่งและระหว่างผู้ค้าส่งกับผู้ค้าปลีกถือเป็นการธุรกรรมทางการค้าปกติไม่รวมอยู่ในกฎระเบียบนี้ รวมไปถึงการให้หน้ากากอนามัยระหว่างเครือญาติ หรือการขายหน้ากากอนามัยจากร้านค้าปลีกให้กับผู้บริโภครายย่อย ก็ไม่ถือว่าอยู่ในกฎระเบียบนี้เช่นกัน

เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์การขายหน้ากากอนามัยในราคาที่สูงเกินจริง ทางกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมได้มีการพิจารณาการตั้งศูนย์ประสานงานทางโทรศัพท์ เป็นต้น อีกทั้งยังได้มีการตรวจสอบบนอินเตอร์เน็ตเป็นระยะ หากพบการขายที่น่าสงสัยก็จะทำการตรวจสอบข้อมูลของผู้ขายจากการระบุ IP เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด

เว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์เจ้าใหญ่ ๆ ได้ออกมาขานรับต่อการดำเนินการใช้กฎหมายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ของญี่ปุ่น อย่าง “Yahoo auctions” “Rakuten”และ “Mercari” เองก็ได้สั่งห้ามขายสินค้าแล้ว ซึ่งก็หวังว่าจะช่วยลดปัญหาการขายสินค้าที่สูงเกินจริงนี้ได้

 

การสั่งห้ามการจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงกว่าราคาที่กำหนดในครั้งนี้อยู่ภายใต้มาตรการฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อความมั่นคงของชีวิต โดยกฎหมายฉบับนี้มีการออกใช้ครั้งแรกช่วงวิกฤตการณ์น้ำมัน เมื่อปี ค.ศ. 1973 ซึ่งระบุว่ารัฐบาลสามารถกำหนดและขายสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันเพื่อจัดการกับราคาที่สูงขึ้น ดังนั้นการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยในครั้งนี้ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 มีนาคม 2020 เป็นต้นไป  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย